foto1
1
foto1
2
foto1
3
foto1
5
foto1
5

037 - 311181-2
nfc.nyk@nfc.mail.go.th
สกจ.นครนายก



ข้อมูลด้านสถาบันสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

         ในจังหวัดนครนายกมีสหกรณ์ทั้งหมด 7 ประเภทได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน สหกรณ์นิคม จำนวนสหกรณ์ทั้งสิ้น 80 สหกรณ์ จำแนกตามประเภทได้ดังนี้

ข้อมูลด้านดิน

            จากกองแผนการสำรวจที่ดินจังหวัดนครนายก ของกองสำรวจดิน กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2522 ได้จำแนกดินภายในจังหวัดนครนายก ไว้ทั้งหมด 28 ชุดดินและจากการศึกษาข้อมูลของชุดดินเหล่านี้ พอจะวิเคราะห์ลักษณะ และ คุณสมบัติของทรัพยากรดินนครนายกเป็น 5 กลุ่มคือ

        1. ดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำใหม่ ( Recent alluvium ) บริเวณนี้เป็นที่ราบน้ำท่วมถึง (Flood plain) ปรากฏให้เห็นตามสันดินริมน้ำ และบริเวณแอ่งริมน้ำของแม่น้ำนครนายก และคลองบ้านนา ดินที่เกิดบนสันดินริมน้ำ มีเนื้อดินเป็นดินร่วนหรือดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง เป็นดินลึก มีการระบายน้ำดี ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง ดินที่เกิดบริเวณแอ่งริมน้ำ มีเนื้อดินเป็นดินเหนียว เป็นดินลึก มีการระบายน้ำเลว ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง ดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำใหม่มีเนื้อที่ประมาณ 32,360 ไร่ หรือปริมาณร้อยละ 2.44 ของพื้นที่จังหวัด

            2. ดินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำกร่อย ( Brackish water depositse )   ในบริเวณที่ราบน้ำท่วมถึงในอดีต ( Former tidal flat ) ปรากฏให้เห็นอย่างกว้างขวางในที่ลุ่มต่ำตอนใต้ของจังหวัด บริเวณอำเภอองครักษ์ ตอนใต้ของอำเภอเมืองฯ และปากพลี เนื้อดินเป็นดินเหนียว เป็นดินลึก มีการระบายน้ำเลว ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ปฏิกิริยาของดินเป็นกรดจัด (ดินเปรี้ยว) บริเวณนี้มีพื้นที่ประมาณ 604,171 ไร่ หรือ 45.55เปอร์เซนต์ ของพื้นที่จังหวัด

          3. ดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำค่อนข้างใหม่และตะกอนลำน้ำเก่า ( Semi – recent alluvium ) พบเป็นแนวกว้างทางตอนกลางของจังหวัดขึ้นไปจรดเทือกเขาทางตอนเหนือ สภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่มๆดอนๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลานตะพักระดับต่ำ เนื้อดินบนเป็นดินทรายหรือทรายแป้ง ดินล่างเป็นดินเหนียว เป็นดินลึก มีการระบายน้ำเลว ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีพื้นที่ปริมาณ 260,607 ไร่ หรือ 19.65 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่จังหวัด สำหรับดินบนลานตะพักระดับสูงขึ้นไป เนื้อดินบนส่วนใหญ่เป็นดินร่วนเหนียวปนทราย ดินล่างเป็นดินร่วนเหนียวปนทรายถึงดินเหนียวปนทรายแป้ง มีการระบายน้ำดี ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีพื้นที่ประมาณ 9,814 ไร่ หรือ 0.74 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่จังหวัด

       4. ดินที่เกิดจากการสลายตัวผุพังของวัตถุต้นกำเนิดที่สลายตัวอยู่กับที่ และวัตถุต้นกำเนิดที่เคลื่อนที่มาทับถมตามแรงโน้มถ่วงของโลก ( Residuum and colluvium ) บนลานตะพักที่ง่ายต่อการกัดกร่อน และบริเวณเชิงเขา ( Erosion terrace and foot hills ) พบกระจายอยู่เป็นแห่ง ๆ และในบริเวณเชิงเขาตอนเหนือของจังหวัด ส่วนใหญ่เป็นดินค่อนข้างตื้น มีเศษหิน ก้อนกรวด หรือลูกรังปะปนอยู่ มีการระบายน้ำดี ความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำถึงปานกลาง มีพื้นที่ประมาณ 14,987 ไร่ หรือ 1.13 เปอร์เซนต์ของพื้นที่จังหวัด

              5. ดินที่เกิดจากภูเขา ปกคลุมด้วยหินในยุคต่าง ๆ พบอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัด มีพื้นที่ประมาณ 401,123 ไร่ หรือ 30.24 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่จังหวัด

 

ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรที่ดินในจังหวัดนครนายก

ปัญหาหลัก

    1. ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และมีปริมาณอินทรียวัตถุในดินน้อยกว่า 1.5 %  มีพื้นที่ร้อยละ 69.85 ของพื้นที่ทั้งจังหวัดหรือประมาณ 926,440 ไร่

     1.1 ดินเปรี้ยวจัดมากหรือเป็นกรดจัดมาก(มีปฏิกิริยาความเป็นกรดเป็นด่าง 4.0-5.0)   และมีปริมาณอินทรียวัตถุในดินบนชั้นล่าง น้อยกว่า 1.5 % คิดเป็นพื้นที่ร้อยละ 41.78 ของพื้นที่ทั้งจังหวัดหรือประมาณ   554,091 ไร่ โดยแยกเป็น

             1.1.1 รุนแรงมาก 15.16 %  หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 201,104 ไร่

             1.1.2 รุนแรงปานกลาง   23.26 % หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 308,541 ไร่

            1.1.3 รุนแรงน้อย 3.35 %  หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 44,446 ไร่

     1.2 ดินมีอินทรียวัตถุน้อยกว่า 1.5 % มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีพื้นที่ร้อยละ 16.42 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 217,821 ไร่

      1.3 ดินมีอินทรียวัตถุในดินล่างน้อยกว่า1.5% มีพื้นที่ร้อยละ 11.65 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 154,528 ไร่

   2. ดินมีความลาดเทสูง มีการชะล้างพังทลายของดินสูง มีพื้นที่ร้อยละ 30.15 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด หรือคิดเป็นพื้นที่ 399,810 ไร่

ปัญหารอง

        ดินตื้น  อาจมีกรวดเศษหินปะปน มีพื้นที่ร้อยละ 1.86 ของพื้นที่ทั้งจังหวัดหรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 24,711 ไร่ พื้นที่ที่จะต้องอนุรักษ์ไว้เป็นป่า ต้นน้ำลำธาร   ประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด   หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ   397,875 ไร่                   

ความสำคัญของความเป็นกรดเป็นด่างของดินและน้ำ

ความสำคัญของความเป็นกรดเป็นด่างของดิน

    ความเป็นกรด-เป็นด่าง มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเจริญเติบโตของพืช ดินที่มีสภาพเป็นกรด-เป็นด่างต่างๆ พืชจะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ทั้งนี้เนื่องจากความเป็นกรด-เป็นด่างของดินเกี่ยวข้องอยู่กับระดับธาตุอาหารในดินที่พืชจะนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้

     ความเป็นกรด-เป็นด่างของดินสามารถบอกได้จากค่า pH ของดิน ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 1 – 14 หน่วย pH ดังกล่าวคือ ถ้า pH ของดินเท่ากับ 7 แสดงว่าดินมีปฏิกิริยาเป็นกลาง ถ้า pH ต่ำกว่า 7 ดินจะเป็นกรดและ ถ้าสูงกว่า 7 ดินจะเป็นด่าง ยิ่ง pH ของดินต่ำลงมามาก ปริมาณของความเป็นกรดก็ยิ่งจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้า pH ของดินยิ่งสูงกว่า 7 มากขึ้น ปฏิกิริยาความเป็นด่างของดิน ก็จะรุนแรงยิ่งขึ้น ค่า pH ที่ต่างกัน 1.0 ของหน่วย pH จะบอกถึงความรุนแรงของความเป็นกรดหรือความเป็นด่างที่ต่างกันถึง10เท่า

ความสำคัญของความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำ

    ความเป็นกรด-เป็นด่างของน้ำ เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพของน้ำในแง่การเกษตร โดยเฉพาะการเลี้ยงปลา ในสภาวะที่ความเป็นกรด – เป็นด่างของน้ำ ในบ่อเลี้ยงปลา ,กุ้ง ไม่เหมาะสม ปลา,กุ้ง ก็จะอ่อนแอ การเจริญเติบโตก็จะไม่ดี การขยายพันธุ์ไม่รวดเร็ว น้ำในบ่อจะขาดความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากแพลงตอน ซึ่งเป็นอาหารของปลาและกุ้ง จะมีน้อย ถ้าน้ำในบ่อเลี้ยงปลา , กุ้ง มีความเป็นกรดรุนแรง pH ต่ำ มากๆ หรือความเป็นด่างรุนแรง pH สูงกว่า 7 มากๆ ปลา และกุ้ง จะตายได้

      ความเป็นกรด-เป็นด่างของน้ำสามารถบอกได้จากค่า pH ของน้ำ ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 1 – 14 หน่วย pH ดังกล่าวคือ ถ้า pH ของน้ำเท่ากับ 7 แสดงว่าน้ำมีปฏิกิริยาเป็นกลาง ถ้า pH ต่ำกว่า 7 น้ำจะเป็นกรดและ ถ้าสูงกว่า 7 น้ำจะเป็นด่าง ยิ่ง pH ของน้ำต่ำลงมามาก ปริมาณของความเป็นกรดก็ยิ่งจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้า pH ของน้ำยิ่ง สูงกว่า 7 มากขึ้น ปฏิกิริยาความเป็นด่างของน้ำ ก็จะรุนแรงยิ่งขึ้น ค่า pH ที่ต่างกัน 1.0 ของหน่วย pH จะบอกถึงความรุนแรงของความเป็นกรดหรือความเป็นน้ำที่ต่างกันถึง 10 เท่า

 

 

ด้านปศุสัตว์

จังหวัดนครนายก เป็นแหล่งผลิตสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์เล็กและสัตว์ปีก เช่น สุกรขุน ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และเป็ดเนื้อ เนื่องจากมีเส้นทางการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว อยู่ใกล้แหล่งผลิตอาหารสัตว์โรงงานแปรรูป หรือแหล่งรับซื้อผลผลิต และมีผู้ประกอบการรายใหญ่อยู่ในพื้นที่หลายราย โดยผู้ประกอบการมีการพัฒนาและปรับปรุงระบบการป้องกันโรคระบาดสัตว์ การจัดการสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อม การจัดการฟาร์มระบบมาตรฐานฟาร์ม

        จากตารางจะเห็นว่า จังหวัดนครนายก มีปริมาณผลผลิตไก่เนื้อทั้งสิ้น จำนวน 8,244,600 ตัว มีมูลค่า จำนวน 717,280,200 บาท   โดยอำเภอที่มีปริมาณผลผลิตไก่เนื้อมากที่สุด คือ อำเภอบ้านนา จำนวน 4,365,200 ตัว หรือร้อยละ 52.95 ของปริมาณผลผลิตไก่เนื้อทั้งจังหวัด และอำเภอที่มีปริมาณผลผลิตไก่เนื้อน้อยที่สุด คือ อำเภอเมืองนครนายก จำนวน 690,000 ตัว หรือร้อยละ 8.37 ของปริมาณผลผลิตไก่เนื้อทั้งจังหวัด

          จากตารางจะเห็นว่า จังหวัดนครนายก มีปริมาณผลผลิตไข่ไก่ทั้งสิ้น จำนวน 554,145,920 ฟอง มีมูลค่า จำนวน 1,440,779,392 บาท   โดยอำเภอที่มีปริมาณผลผลิตไข่ไก่มากที่สุด คือ อำเภอบ้านนา จำนวน 486,092,400 ฟอง หรือร้อยละ 87.72 ของปริมาณผลผลิตไข่ไก่ทั้งจังหวัด และอำเภอที่มีปริมาณ ผลผลิตไข่ไก่น้อยที่สุด คือ อำเภอเมืองนครนายก จำนวน 8,760,000 ฟอง หรือร้อยละ 1.58 ของปริมาณผลผลิตไข่ไก่ทั้งจังหวัด

 

ไก่ไข่

ไก่เนื้อ

สุกร

เป็ดเนื้อ

ไก่พื้นเมือง

ด้านประมง

พื้นที่การประมงของจังหวัดนครนายก สัตว์น้ำที่สำคัญของเกษตรกรจังหวัดนครนายก ได้แก่ ปลาน้ำจืด ปลายี่สก ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาดุกบิ๊กอุย กุ้งขาวแวนนาไม และการอนุบาลลูกปลาดุก กลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำ 11 กลุ่ม จำนวนเกษตรกรที่ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จำนวน 3,427 ราย เนื้อที่เลี้ยงรวม 34,350 ไร่ แยกเป็น กุ้งทะเล จำนวน 716 ราย ปลาน้ำจืด 3,008 ราย การอนุบาลลูกปลาดุก/ปลานิล/ปลากด จำนวน 223 ราย กำลังการผลิตกุ้งทะเล 4,266,722 กิโลกรัม ปลาน้ำจืด 3,008 กิโลกรัม และ อนุบาลลูกปลาดุก/ปลานิล/ปลากด 2,716,948,707 ตัว คิดเป็นมูลค่าการผลิต กุ้งทะเล 640 ล้านบาท   ปลาน้ำจืด 736 ล้านบาท และอนุบาลลูกปลาดุก/ปลานิล/ปลากด 815 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 2,191 ล้านบาท

 

 

 

       จากตาราง จะเห็นว่าจังหวัดนครนายก มีเนื้อที่เพาะเลี้ยงของสัตว์น้ำ รวมทั้งสิ้นจำนวน 688,062.78 ไร่ โดยสัตว์น้ำที่มีเนื้อที่เพาะเลี้ยงมากที่สุดคือ ปลาน้ำจืด จำนวน 27,891.78 ไร่ และสัตว์น้ำที่มีเนื้อที่เพาะเลี้ยงน้อยที่สุดคือ อนุบาลลูกปลาดุก/ปลานิล/ปลากด จำนวน 31 ไร่ ถึงแม้นว่าจะมีเนื้อที่เพาะเลี้ยงน้อยที่สุด แต่ก็มีกำลังการผลิตมากที่สุด

 

 

 

          จังหวัดนครนายก มีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเล จำนวน 716 ราย โดยอำเภอที่มีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลมากที่สุด คือ อำเภอองครักษ์ จำนวน 502 ราย คิดเป็นร้อยละ 70.11 ของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั้งจังหวัด และอำเภอที่มีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลน้อยที่สุด คือ อำเภอปากพลี จำนวน 15 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.28 ของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั้งจังหวัด สำหรับอำเภอบ้านนา ไม่มีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลแต่อย่างใด   

      

 

 

        จังหวัดนครนายก มีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาน้ำจืด จำนวนทั้งสิ้น 3,008 ราย โดยอำเภอที่มีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดมากที่สุด คือ อำเภอเมือง จำนวน 1,176  ราย   และอำเภอที่มีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดน้อยที่สุด คือ อำเภอบ้านนา จำนวน 291 ราย

            จังหวัดนครนายก  มีเกษตรกรผู้อนุบาลพันธุ์ปลาดุก/ปลานิล/ปลากด  จำนวนทั้งสิ้น  223  ราย โดยอำเภอที่มีเกษตรกรผู้อนุบาลพันธุ์ปลาดุก/ปลานิล/ปลากด  มากที่สุด คือ อำเภอเมือง  จำนวน 185  ราย   และอำเภอที่มีเกษตรกรผู้อนุบาลพันธุ์ปลาดุก/ปลานิล/ปลากด  น้อยที่สุด คือ อำเภอองครักษ์  จำนวน  2 ราย 

 

 

 กุ้งขาว

ปลากินพืช (ปลานิล)

 

ข้อมูลด้านพืช

พื้นที่การปลูกพืชในจังหวัดนครนายกสามารถจำแนกเป็น 5 ประเภทหลัก คือ 1.พื้นที่ปลูกข้าว 2.พื้นที่ไม้ผล 3.พื้นที่ไม้ยืนต้น 4.พื้นที่ไม้ดอกไม้ประดับ 5.พื้นที่พืชอื่นๆ (ผัก,พืชไร่,สมุนไพร) โดยเรียงจำนวนพื้นที่จากมากไปหาน้อยตามลำดับ

อันดับที่ 1 ก็คือการปลูกข้าวมีจำนวน 515,702ไร่ คิดเป็นร้อยละ 86.33 ของพื้นที่เกษตรกรรมของจังหวัด แบ่งการเพาะปลูกเป็นข้าวนาปี และข้าวนาปรัง โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ประมาณ 368,857 ไร่ ผลผลิตข้าวนาปี 205,133 ตัน ผลผลิตข้าวนาปี เฉลี่ย 560 กก./ไร่และมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง ประมาณ 90,437 ไร่ ผลผลิตข้าวนาปรัง 56,036 ตัน ผลผลิตข้าวนาปรัง เฉลี่ย 621 กก./ไร่ (ที่ความชื้น ๑๕%) ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายคิดเป็นจำนวนเงิน 6.835ล้านบาท/ปี (ต้นทุนการปลูกข้าวเฉลี่ยต่อไร่ 8,093บาท)

อันดับที่ 2 และ 3 ประกอบด้วยไม้ผลที่สำคัญ เช่น มะยงชิด มะม่วง มะนาว ส้มโอ กล้วยน้ำว้า กระท้อน มะปรางหวาน ทุเรียน มังคุด ฯลฯ โดยมะยงชิดนับว่าเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงและสร้างรายได้ให้สูงสุดในกลุ่มถึง 796.37 ล้านบาท/ปี จากผลผลิต 3,748 ตัน เนื่องจากการทำสวนไม้ผลในจังหวัดส่วนใหญ่เป็นแบบสวนผสมผสาน ทำให้มีผลผลิตจากผลไม้ชนิดต่างๆ ผลัดเปลี่ยนกันออกตลอดทั้งปี  ทำรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี

อันดับที่ 4 การเพาะปลูกทั้งในลักษณะของไม้ชำถุง ชำกิ่ง ไม้กระถาง ไม้ตัดใบ รวมถึงไม้ประดับขุดล้อม ส่วนมากตั้งอยู่ในเขตอำเภอองครักษ์ ซึ่งมีการเพาะกล้าไม้จำหน่ายทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ จำนวนกว่าพันชนิด จังหวัดนครนายกมีพื้นที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับประมาณ 7,560 ไร่ ถือได้ว่าเป็นแหล่งเพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

อันดับที่ 5 การเพาะปลูกพืชผักและสมุนไพรประมาณ 6,901 ไร่ ประกอบไปด้วย พืชผัก 4,073 ไร่ , พืชไร่ 1,715 ไร่ และสมุนไพร 1,112 ไร่ เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน ทั้งนำออกจำหน่ายภายในจังหวัดและพื้นที่จังหวัดข้างเคียง เช่น ตลาดปราจีนบุรี ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง โดยปลูกกันมากในพื้นที่อำเภอบ้านนา อำเภอเมืองนครนายก อำเภอองครักษ์ และอำเภอปากพลี ตามลำดับ

 ที่มา: สำนักงานเกษตรจังหวัดนครนายก ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2560 (ระบบฐานข้อมูลการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร)

ข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2559/2560

               จังหวัดนครนายก มีเนื้อที่เพาะปลูกลดลง เนื่องจากปีที่ผ่านมาเกษตรกรขายข้าวเปลือกได้ราคาอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ไม่จูงใจให้เกษตรกรขยายเนื้อที่ปลูกข้าวในปี 2559/2560 ประกอบกับในช่วงต้นปี 2559 มีปริมาณฝนตกน้อยในบางพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ดอนไม่สามารถปลูกข้าวนาปีได้ จึงงดเว้นการทำนา และฤดูการทำนาปีเลื่อนจากสภาพฝนตกล่าช้าส่วนใหญ่เกษตรกรทำนาปีได้รอบเดียว

                  ผลผลิตต่อไร่ต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำช่วงดูแลรักษามีเพียงพอได้รับผลกระทบจากภัยแล้งน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่เนื้อที่เก็บเกี่ยวรวมลดลง ส่งผลให้ผลผลิตรวมลดลงจากปีที่แล้ว

        

                            จากตารางจะเห็นว่า เนื้อที่เพาะปลูกปี 2560 เพิ่มขึ้น เนื่องจากในปี 2559 มีปริมาณฝนตกต่อเนื่องและอ่างเก็บน้ำชลประทานในเขตพื้นที่รับผิดชอบจังหวัดนครนายก ปล่อยส่งน้ำเพื่อการเกษตรให้กับเกษตรกรได้ทำนาปรังเพิ่มขึ้น ทั้งโครงการส่วน้ำบำรุงรักษานครนายก/คลองรังสิตใต้/คลองรังสิตเหนือ/เขื่อนขุนด่านปราการชล/โครงการชลประทานนครนายก และอ่างเก็บน้ำต่างๆในพื้นที่ ทำให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ อ.องครักษ์ ที่มีอาชีพหลัก คือการทำนามีการปลูกข้าวนาปรังเพิ่มจากปีที่ผ่านมาจำนวนมาก

ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ทั้งจังหวัดเพิ่มขึ้นจากปี 2559 เนื่องจากปริมาณน้ำเพียงพอและอากาศเหมาะสม ไม่มีการรบกวนจากโรคแมลงศัตรูพืชและไม่มีพื้นที่ประสบภัยพิบัติธรรมชาติ ส่งผลให้ผลผลิตรวมทั้งจังหวัดเพิ่มขึ้นจากปี 2559

                                 จากตารางจะเห็นว่า เนื้อที่ยืนต้นเท่าเดิม ไม่มีการปลูกใหม่ โค่นทิ้งในปี 2558 จึงมีเนื้อที่ยืนต้นปี 2559 เท่าเดิม

                      สำหรับเนื้อที่กรีด เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากยางพาราที่ปลูกใหม่ใน ปี 2553 เริ่มให้ผลผลิตในปี 2559 ในพื้นที่เมืองนครนายก

 

จากตารางจะเห็นว่า เนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรปลูกเพิ่มในพื้นที่สวนส้มเก่า และพื้นที่รกร้างว่างเปล่า โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบ้านนาที่มีพื้นที่ปลูกเพิ่มของบริษัทบางจาก ปิโตเลียม จำกัด และเกษตรกรในเครือบริษัท

เนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้น จากปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่ในปี 2556 เริ่มให้ผลใหม่เป็นปีแรกในปี 2559

ผลผลิตต่อไร่ลดลง จากสภาพความแห้งแล้งในปี 2557 ต่อเนื่องถึงปี 2558 ส่งผลให้การออกดอกของปาล์มไม่สมบูรณ์มีดอกเกสรตัวผู้มากกว่าตัวเมีย ทำให้ปาล์มขาดทะลาย (ปาล์มขาดคอ แม้ว่าพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่อำเภอองครักษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ และมีการขุดร่องระบบน้ำไว้ให้มีน้ำใช้ตลอดปี (ปลูกในที่สวนส้มเดิม) จะได้ผลผลิตมากกว่าพื้นที่อื่น แต่พื้นที่อื่น ๆ โดยรวมผลผลิตต่อไร่ลดลง แต่ผลผลิตภาพรวมทั้งจังหวัดเพิ่มขึ้นจากเนื้อที่ให้ผลที่เพิ่มขึ้น

 

                   จากตารางจะเห็นว่า จังหวัดนครนายกปี 2560 มีเนื้อที่เพาะปลูกทั้งสิ้น จำนวน 10,171 ไร่ อำเภอที่มีเนื้อที่เพาะปลูกมากที่สุดคือ อำเภอเมืองนครนายก จำนวน 5,650 ไร่ หรือร้อยละ 55.55 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด และอำเภอที่มีเนื้อที่เพาะปลูกน้อยที่สุดคือ อำเภอองครักษ์ จำนวน 57 ไร่

                 

จากตารางจะเห็นว่า จังหวัดนครนายก มีเนื้อที่เพาะปลูกปี 2560 จำนวน 2216 ไร่ อำเภอที่มีเนื้อที่เพาะปลูกมากที่สุดคืออำเภอ เมืองนครนายก จำนวน 1,829 ไร่ หรือร้อยละ 82.54 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด และอำเภอที่มีเนื้อที่เพาะปลูกน้อยที่สุดคือ อำเภอองครักษ์ จำนวน 29 ไร่

                   จากตารางจะเห็นว่า จังหวัดนครนายกมีครัวเรือนเกษตรกรทั้งสิ้น จำนวน 19,161 ครัวเรือนอำเภอที่มีครัวเรือนเกษตรกรมากที่สุดอยู่ที่อำเภอบ้านนา จำนวน 5,962 ครัวเรือน หรือร้อยละ 31.12 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด และอำเภอที่มีครัวเรือนเกษตรกรน้อยที่สุดที่อำเภอปากพลี จำนวน 2,589 ครัวเรือน หรือร้อยละ 13.51 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด

  ข้าว

 

 มะยงชิด

 

ส้มโอ

 



Copyright © 2020 Copyright สภาเกษตรกรจังหวัดนครนายก Rights Reserved.